สงคราม กับการหมุนเวียนของเงินตราขั้นพื้นฐาน
“กราฟอะไรของมัน ขึ้นอะไรขนาดนี้ ไม่ย่อเลย”
“ดอลแข็งแต่ทำไมทองขึ้น เทรดมาไม่เคยเจอ”
ในช่วงนี้ ใครๆที่เทรด forex หรือ ตลาด future spot หรือทอง หรืออะไรก็ตามแต่ แม้คนที่ไม่เทรดก็คงทราบว่า มีข่าวในตะวันออกกลาง เกี่ยวกับการก่อการร้ายของกลุ่มฮามาส ในประเทศอิสราเอล ที่มีโอกาสบานปลายเป็นสงครามที่ใหญ่ขึ้น
มันมีผลอะไรกับตลาดกัน ? ถ้ามีผล มีผลอย่างไร ? ทำไมถึงเกิดแบบนั้น เราจะสามารถใช้องค์ความรู้นี้ จัดการการเทรดของเราได้อย่างไร
วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่อง การเทรดในสภาวะวิกฤติพื้นฐานกันครับ
🌍สนับสนุนโดยโบรกเกอร์ TMGM
โบรกเกอร์ชั้นนำระดับโลก สัญชาติออสเตรเลีย
เปิดบัญชีรับรีเบททองเทรดเอง 10$ คลิก :
ทักแชทติดต่อทีมงาน TMGM & XP ได้ที่ คลิก
✅อยู่ภายใต้การกำกับดูแล VFSC, ASIC และ FMA
✅ฝากได้รวดเร็วถอนได้ภายใน 1 วัน
✅ให้ค่าสเปรด ต่ำสุด
✅จะเทรดรูปแบบไหน เรามีเครื่องมือเทรดให้พร้อม
✅เปิดบัญชีรับเครดิตโบนัส 30 %
✅มีการสนับสนุนลูกค้าหลากหลายภาษาตลอด 24/7
*การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน
สวัสดีครับ พบกับ admin MT เจ้าเก่า
วันนั้คือวันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม 2566 มีหัวข้อที่น่าสนใจมากที่จะมาพูดคุยกัน คือ
“สภาวะสงครามกับการเทรดขั้นพื้นฐาน”
หัวข้อนี้จะเป็นบทความเรื่องความเรื่องพื้นฐานของการเทรดในสภาวะวิกฤติครับ
เช่นเคย เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เป็นพื้นฐานในเรือง การเทรดในสภาวะตลาดเกิดวิกฤติ ที่หลายๆคนอาจจะไม่เคยคำนึงถึงมาก่อน
เพราะปรกติแล้วตลาดไม่เคยมีวิกฤติมาก่อน หรือเคยเกิดวิกฤติมาแล้ว แต่ผู้เทรดยังไม่เคยพบเจอมาก่อน จึงยังไม่สนใจ
และเมื่อเจอตลาดวิกฤติแบบนี้ จึงค่อยกลับมาสนใจ
อาทิเช่น ทำไมตลาดมันวิ่งเเบบนี้ ทำไมขึ้นอย่างเดียว ทำไมทองขึ้น ดอลล่าห์แข็ง เป็นต้น
โดยบทความนี้ จะให้ความรู้พื้นฐานการเทรดในสภาวะวิกฤติให้พอมองเห็นภาพ
ถ้าท่านอ่านแล้วจะมีความเข้าใจการเทรดในสภาวะวิกฤตมากขึ้น
เช่นเคย บทความนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับเทคนิคการเทรด หรือจิตวิทยาการเทรด
เป็นแค่ความรู้ ความเข้าใจตลาดพื้นฐานเท่านั้น
เริ่มกันเลย

อย่างแรก มารู้จักกับคำว่าวิกฤติ หรือcrisis กันก่อน
Crisis ภาษาไทยแปลว่า ภาวะวิกฤติ แปลอีกที คือ สภาวะของสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่ผิดปรกติไปจากเดิม แล้วมีผลทำให้สิ่งเดิมนั้น ถูกทำลาย ตาย หรือหายไป เปลี่ยนแปลงไป
จุดวิกฤติ หรือ critical point คือ จุดที่จะเปลี่ยนจากสภาวะปรกติ ไปยังสภาวะวิกฤติ
โดยในสภาวะวิกฤตินั้น ก็มีหลายประเภท ขึ้นกับว่า สิ่ที่เกิดวิกฤตินั้นคืออะไร
โดยเราจะพูดถึง ในทางการเทรด ภาวะวิกฤติ ก็มีหลายอย่าง เช่น
ภาวะวิกฤติทางการเงิน (Financial crisis)
ภาวะวิกฤติทางการเงิน (Economic crisis)
ภาวะตลาดหุ้นมีวิกฤติ หรือตลาดหุ้นตก (Stock Market crash)
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นชื่อสภาวะหนึ่งๆที่เกิดขึ้น ซึ่งเหตุของมันก็มีหลายสาเหตุ เเต่ที่จะกล่าวถึงวันนี้ คือ เรื่องของสงคราม
สงคราม มีผลอย่างไร ถึงทำให้ตลาดเกิดวิกฤติ
เมื่อเกิดภาวะสมคราม โดยชื่อแล้ว เมื่อมีการรบเกิดขึ้น ทหารก็จะออกมาเพื่อรบกัน ฆ่ากัน ตรึงกำลังกัน หรือใดๆ ที่มีผลให้ ประชาชนในที่นั้นๆ หรือบริเวณที่เกี่ยวข้อง ไม่สามารถทำงานได้ ไม่สามารถค้าขายได้ หรือแม้แต่ ไม่สามารถเดินทางได้
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ สินค้าที่เคยมี ก็จะร่อยหรอลงไป ที่เคยซื้อได้ ก็จะซื้อไม่ได้
เเต่ความต้องการของผู้คนยังเท่าเดิม ทำให้เกิดสภาวะ”เสมือนมีความต้องการมากเกิน” อันเนื่องมาจากสินค้าลดปริมาณลง
ทำให้เกิดการแย่งกันซื้อ การกักตุน การโก่งราคา ผลคือ ราคาสินค้าเพิ่มมากขึ้น
นั่นคือ เงินที่เคยมีอยู่ก็จะซื้อสินค้าได้จำนวนลดลง
โดยการที่ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น หรือ สัดส่วนการใช้เงินเพื่อซื้อสินค้าจำนวนเท่าเดิมมากขึ้น เราเรียกว่า เงินเฟ้อ (inflation)
หรือพูดอีกนัยยะนึง เรียกว่า ค่าเงินอ่อนลง หรือกำลังซื้อลดลงก็ได้
รวมถึงสภาวะที่คนหางานได้ยาก เพราะไม่มีการค้าขาย เรียกว่า เงินก็หายากอีก ของก็ไม่มีจะซื้ออีก
และนั่นคือ ภาวะวิกฤติในสงคราม คือ ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงไปจากปรกติในทำนองนี้นั่นเอง
แล้วผู้ที่มีความรู้ทางการเงินเขาปรับตัวอย่างไรในสภาวะวิกฤติแบบนี้ ?
คำตอบคือ เขาปรับตัวโดย เขาพยายามที่จะรักษาอำนาจซื้อไว้ให้เท่าเดิม
แล้วคำว่า อำนาจซื้อ (Purchasing’s power ) คืออะไร ?
คำว่าอำนาจซื้อ หรือ purchasing’s power คือ สัดส่วนของจำนวนสินค้าที่ซื้อได้ต่อจำนวนเงินหนึ่งหน่วย
เช่น สมัยก่อน มาม่าห่อละ 2 บาท แปลว่า อำนาจซื้อมาม่า คือ 0.5 ซองต่อ 1 บาท
สมัยนี้ มาม่าห่อละ 6 บาท แปลว่า อำนาจซื้อมาม่า คือ 0.18 ซองต่อ 1 บาท
นั่นคือ อำนาจซื้อลดลง หรือเรียกว่า ต้องใช้เงินมากขึ้นในการซื้อมาม่าให้ได้เท่าเดิม
และในสภาวะสงครามก็เกิดเหตุการแบบนี้ ขึ้น
คือราคาสินค้าแพงมากขึ้น อำนาจซื้อก็ลดลง เงินที่ถือไว้เฉยๆก็ลดมูลค่าลง ซื้อของได้น้อยชิ้นลง
เหล่าผู้รู้ จึงหาที่เก็บเงินใหม่ โดยที่เก็บเงินใหม่นั้น ต้องมีคุณสมบัติคือ “สามารถรักษาอำนาจซื้อไว้ได้”
ซึ่งก็คือ ทองคำ
ส่วนคำถามว่า ทำไมต้องเป็นทองคำ ? ทำไมไม่เป็นอย่างอื่น
ผมก็คงไม่ทราบได้ ว่าทำไมต้องเป็นสิ่งนี้
เเต่สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่เวลาเกิดวิกฤติ ผู้คนชอบแห่ไปซื้อกัน แย่งซือกัน
อาจจะเป็นการให้ค่าของคน หรือบุคคลใดที่ทำคนแรกก็เป็นได้ เหมือนกับ ทำไมมือขวาต้องถือช้อน มือซ้ายต้องถือซ่อมนั่นแหละครับ
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อการให้ค่าแบบนี้ มันแพร่หลาย ทองจึงจัดเป็นสินทรัพย์ที่มีราคาขึ้นในช่วงสงครามเสมอ
คนที่ทราบจึงเลือกที่จะซื้อทอง
แล้วทองรักษาอำนาจซื้อได้อย่างไร?
ทองรักษาอำนาจซื้อได้โดย การให้ค่าของมนุษย์ว่าสิ่งนีดี จึงเกิดการแย่งกันซื้อ ราคาทองจึงมากขึ้นตามความต้องการ
และเมื่อถึงจุดนึง เมื่อผู้ซื่อทองเหล่านั้นขายทองออกมา ได้เป็นส่วนต่างหรือกำไร
ณ เวลาที่จายทองออกมานั้น ส่วนต่างที่ได้ จะทำให้เรายังสามารถซื้อสินค้าจำนวนเท่าเดิมได้อยู่ จึงเรียกว่า ทองรักษาอำนาจซื้อได้

ดังนี้
สมมติว่า มีเงินในคลัง 18000 บาท
ตอนนี้มาม่าห่อละ 6 บาท ราคาทอง 18000 บาทต่อน้ำหนัก 1 บาท
แปลว่า ถ้าเอาเงินที่มี 18000 บาท ไปซื้อมาม่า จะได้ 3000 ซอง
ต่อมาช่วงสงคราม มาม่าห่อละ 10 บาท
ทองขึ้นไปเป็น30000 บาทต่อน้ำหนัก 1 บาท
แปลว่าถ้า เงิน 18000 บาทตอนแรกทิ้งไว้เปล่าๆ ไม่ได้ทำอะไร จะซื้อมาม่าได้เหลือแค่ 1800 ซอง
แต่ถ้าตอนแรกไปซื้อทองไว้ 1 บาท แล้วตอนนี้ขายออกมา ได้เงิน30000 บาท
ซึ่ง 30000 บาทที่มีตอนนี้ สามารถซื้อมาม่าได้ 3000 ซอง
จากตัวอย่างนี้ จะเห็นว่า แม้ทองราคาขึ้น เราที่ได้ซื้อทองไว้ ถ้าดูแค่ตัวเลข เรานะเข้าใจว่าเราได้กำไรจากการซื้อทองเป็นเงิน 30000-18000 = 12000 บาท
เเต่ความจริง ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
เพราะพอเราเอาทองไปแลกเงินคืนมา เราก็ยังซื้อสินค้าได้จำนวนเท่าเดิมอยู่
นั่นคือ ยังซื้อมาม่าได้ 3000 ห่อเท่าเดิม
และนี่คือ ตัวอย่างของคำว่า “ความสามารถในการรักษาอำนาจซื้อ” ของทอง
คือ ทองคำจะขึ้นไปตามอันตราเงินเฟ้อ
และเมืองคนต้องการซื้อสินค้า ก็แลกทองคืนเป็นเงิน ก็จะมีเงินซื้อสินค้าได้จำนวนเท่าเดิม เท่ากับก่อนซื้อทอง ก่อนเกิดสงคราม
หรือพูดง่ายๆ ว่า “คุณก็มีเงินเท่าเดิมนั่นเเหละ “
ในช่วงสงคราม ผู้ที่มีความรู้จึงซื้อทอง”เพื่อรักษา” อำนาจซื้อ (ไม่ได้เพื่อเก็งกำไรนะ)
และพอถึงจุดนึงก็ขายทองออกมา เพื่อเปลี่ยนกลับเป็นเงิน ก็จะจบloop ของทอง
แม้สงครามยังเกิดอยู่ ทองก็ลงได้ เพราะเขาซื้อทอง “เพื่อรักษา อำนาจซื้อ”
เมื่อรักษาอำนาจซื้อได้เเล้ว ก็ต้องขายออกไป
ดังนั้น จงระมัดระวัง ถ้าทองราคาขึ้นมาแล้วถุงจุดๆนึง เหล่าผู้ซื้อทอง อาจจะเทขายทองได้ แม้จะยังมีภาวะสงครามอยู่
เพราะถ้าเขาถือทองอยู่ แปลว่า เขายังไม่ได้อำนาจซื้อคืน
เขาจึงต้องขายทองออกมาเป็นตัวเงินจริงๆก่อนครับ
อีกเรื่องนึงก็คือ นอกจากทองคำแล้ว มีอะไรบ้างที่รักษาอำนาจซื้อไว้ได้ ?
ก็จะมีสกุลเงินบางอย่างที่โลกให้ค่าว่าเป็นสกุลเงินที่ปลอดภัย ส่วนเหตุผลผมขอไม่คุยกันครับว่าเพราะอะไรถึงให้ค่าแบบนั้น
ซึ่งสกุลเงินดังกล่าว ก็มี us dollar กับ swiss franc (อดีตมี yapanese yen ด้วย)
สกุลเงินเหล่านี้ ก็จะมีกระแสเงินไหลเข้าไป เพราะเชื่อว่ารักษาอำนาจซื้อได้
เราสามารถเรียกสินทรพย์ หรือ สกุลเงินที่รักษาอำนาจซื้อไว้ได้ ว่า safe heaven ก็ได้
คือ ถ้าพูดว่า safe heaven ในสภาวะสงครามก็ให้หมายถึง ทอง ดอลลาห์ สวิสฟรัง
นั่นคือ ในช่วงสงคราม เงินจะไหลเข้า safe heaven ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของราคาที่ผิดปรกติ
คู่เงินที่จับคู่กับดอลลาห์ เช่น EURUSD GBPUSD จะลงหนัก แต่ทองจะขึ้น
ทำให้คนที่ไม่รู้จักกระเเสเงินในสภาวะสงครามสับสนว่า ดอลแข็ง แล้วทองขึ้นได้อย่างไร
แต่เมื่อคุณอ่านบทความนี้ คุณก็จะรู้แล้วว่าในสภาวะสงคราม เงินมันแค่ไหลมาหลบใน safe heaven แค่นั้นเอง
และเมื่อสงครามเบาลง ผ่อนคลายลง เงินก็ไหลกลับ เป็นวัฐจักร เป็น loop เช่นนี้เองครับ
และนั่นคือ สิ่งที่พยายามจะสื่อในบทความนี่
ถ้าคุณอ่านบทความนี้จบ อยางน้อยคุณก็จะได้ความรู้พื้นฐานของกระแสเงินในสภาวะสงคราม หรือสภาวะวิกฤติทางสงคราม
เข้าใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม้สิ่งนี้จะไม่สามารถคาดการอนาคตได้ ว่าสรุปแล้วทองจะขึ้นต่อหรือไม่ หรือลงเลย
เเต่มันคือความเข้าใจในการเทรดพื้นฐาน ซึ่งสามารถดป็นพื้นฐานให้คุณผู้อ่านสามารถเทรดในระดับที่สูงขึ้นไปได้
และมองการเทรดเป็นการซื้อขายจริงๆ ไม่ใช่เสกกราฟมากินเงินกันเฉยๆ
“เพราะแต่ละราคา มันคือน้ำตาของผู้คนที่อยู่ในสงครามครับ”
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ admin MT 16-10-2023
บทความนี้มีลิขสิทธิทางปัญญาห้ามมิให้ผู้ทำซ้ำเพื่อเผยแพร่ Admin จะทำการดำเนินคดีทางกฏหมายสูงสุด
