แนวรับแนวต้าน ถ้าเข้าใจจริง เราสามารถทำอะไรกับมันได้บ้าง

admin
5 Min Read

*การเทรดกับแนวรับแนวต้านถ้าเข้าใจจริงจะสามารถทำกำไรจากสิ่งนี้ได้

“แนวรับแนวต้านมันไม่มีอยู่จริง มันเป็นแค่ตำราที่เจ้าคิดขึ้นมาให้เราเทรด”

“แนวรับ แนวต้านมันมีอยู่จริงเหรอ ทำไมเทรดแล้วแหกตลอดเลย”

สิ่งเหล่านี้หลายท่านอาจจะเคยคิด เคยได้ยินมาก่อนเกี่ยวกับเรื่องแนวรับแนวต้านในทำนองนี้

ก็ได้แต่สงสัยว่าจริงๆ แล้ว แนวรับแนวต้านคืออะไรกันแน่? ทำไมถึงมีคนที่ใช้สิ่งนี้ได้ และทำไมถึงยังมีคนใช้สิ่งนี้ไม่ได้?
มีความรู้อะไรในสิ่งนี้ที่เรายังไม่รู้?

ในบทความนี้ จะกล่าวถึงเรื่องของแนวรับแนวต้านตั้งแต่พื้นฐาน ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด
เพื่อให้ท่านผู้อ่านมีความเข้าใจอย่างแท้จริงว่าแนวรับแนวต้านคืออะไรกันแน่ เพื่อการต่อยอดการเทรดในอนาคตครับ

สวัสดีครับ พบกับ admit MT เจ้าเก่า วันนี้คือวันอังคารที่ 7 พฤศจิกายน 2566 มีหัวข้อที่น่าสนใจที่จะมาพูดคุยกัน คือ

“แนวรับแนวต้าน ถ้าเข้าใจจริง สามารถทำกำไรกับมันได้”


🌍สนับสนุนโดยโบรกเกอร์ TMGM
โบรกเกอร์ชั้นนำระดับโลก สัญชาติออสเตรเลีย
เปิดบัญชีรับรีเบททองเทรดเอง 10$ พร้อมแข่งเทรดชิงเงินรางวัลมากมาย คลิก :
ทักแชทติดต่อทีมงาน TMGM & XP ได้ที่ คลิก

✅อยู่ภายใต้การกำกับดูแล VFSC, ASIC และ FMA
✅ฝากได้รวดเร็วถอนได้ภายใน 1 วัน
✅ให้ค่าสเปรด ต่ำสุด
✅จะเทรดรูปแบบไหน เรามีเครื่องมือเทรดให้พร้อม
✅เปิดบัญชีรับเครดิตโบนัส 30 %
✅มีการสนับสนุนลูกค้าหลากหลายภาษาตลอด 24/7
การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน


หัวข้อนี้จะเป็นแนวคิด ที่มาของแนวรับต้านตั้งแต่พื้นฐาน ถึงขั้นการใช้งานเบื้องต้น บางท่านอ่านจบแล้วอาจจะใช้แนวรับต้านไม่ต่างจากเดิม
แต่ความเข้าใจจะมากขึ้นอย่างแน่นอน และเมื่อความเข้าใจเปลี่ยน ผลลัพธ์ย่อมเปลี่ยนไปด้วย

เช่นเคย เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เป็นพื้นฐานที่เทรดเดอร์ควรรู้ครับ

ถ้าเราไม่มีความรู้ตรงนี้ เราอาจจะมองแนวรับต้านเป็นเส้นราคาที่กราฟจะไปถึง หรือมองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สิ่งราคาขึ้นลงได้
หรือแม้กระทั่งมองว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งหลอกลวง สร้างขึ้นมาให้เราเรียนเพื่อกินเรา หรืออะไรก็ตามที่สามารถคิดได้

เพราะถ้าท่านไม่ได้เข้าใจเรื่องแนวรับต้านตามความเป็นจริง การคิดอย่างนั้นก็ไม่แปลกครับ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่
ต้องปรับความเข้าใจใหม่ตั้งแต่พื้นฐาน
ว่าสิ่งนี้คืออะไรกันแน่ เพราะว่าความเข้าใจที่ถูกต้อง ตรงความจริงที่สุดนั้นทำให้เราสามารถใช้งานได้เหมาะสมนั่นเองครับ

เริ่มกัน

*เริ่มกันจากแนวรับ แนวต้านคืออะไรก่อน

แนวรับแนวต้านหรือที่เรียกว่า Support (แนวรับ) กับ Resistance (แนวต้าน) ตามนิยามของหลายๆ ที่ สรุปได้สั้นๆ ให้อ่านแล้วงงๆ ว่า

แนวรับ หรือ support คือ ราคาใดๆ ในอดีต ที่ราคาเคยลงมาแล้วไม่ผ่าน ลงมาแล้วหยุด หรือลงมาแล้วดีดกลับ
เราเรียกราคาดังกล่าวว่าแนวรับ คือ ราคาที่มีคนรับของจนกราฟหยุดลง

แนวต้าน หรือ resistance คือ ราคาใดๆ ในอดีต ที่ราคาเคยขึ้นมาแล้วไม่ผ่าน ขึ้นมาแล้วหยุด หรือขึ้นมาแล้วดีดกลับ
เราเรียกราคาดังกล่าวว่าแนวต้าน คือ ราคาที่ต้านไว้ไม่ให้กราฟขึ้น

สังเกตว่า Key Word ของสองนิยามนี้ คือ คำว่า ” ราคา ” และคำว่า “ในอดีต”

ใช่ครับ

แนวรับแนวต้านมันคือ ราคาในอดีต ที่ราคาเคยหยุดหรือวกกลับนั่นเอง แล้วผู้คนให้ชื่อ ให้ค่าว่า สิ่งนี้เรียกแนวรับ
ให้ค่าว่า สิ่งนี้เรียกแนวต้าน
และขึ้นอยู่กับว่า จุดวกกลับนั้นอยู่ต่ำกว่า หรือสูงกว่าราคาปัจจุบัน
ถ้าจุดที่วกกลับนั้นอยู่สูงกว่าราคาปัจจุบัน ก็ให้ชื่อว่าแนวต้าน
ถ้าจุดที่วกกลับนั้นอยู่ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน ก็ให้ชื่อว่าแนวรับ

พูดอีกนัยหนึ่งคือ มันคือสิ่งที่สมมติขึ้นมาครับ

มันไม่มีอยู่จริง อย่างไร?

สิ่งที่มีอยู่จริงคือ ราคาและการวกกลับของราคาในอดีต
ส่วนการที่คนไปให้ค่า ไปสมมติชื่อขึ้นมาว่ามันคือแนวรับ แนวต้าน มันคือการกำหนด มันจึงเป็นการสมมติคำขึ้นมาเรียกชื่อเฉยๆ

โดยหลักการมันจึงไม่มีอยู่จริง เพราะถึงเราไม่ใส่ชื่อให้ราคาตรงนั้น ราคาตรงนั้นก็มีอยู่ ก็วกกลับอยู่ เป็นปรกติ

ซึ่ง ชื่อไม่มีอยู่จริง แต่ราคามีอยู่จริง แต่ถ้าไม่ใส่ชื่อลงไป เราก็ไม่สามารถไปสังเกต ไปเฝ้าดู หรือแม้กระทั่ง
ไม่รู้ว่าจะดูตรงไหนของกราฟ

ดังนั้น ประโยชน์ของแนวรับแนวต้านอย่างแรกคือ การกำหนดจุดสนใจในกราฟนั่นเอง
เพราะพอเราไปให้ชื่อว่า ราคาตรงนี้เรียกแนวรับ ตรงนี้เรียกแนวต้าน ราคาตรงนั้นจึงน่าสนใจ
(ในทางตรงข้ามก็คือ ราคาตรงอื่นไม่น่าสนใจเท่า นั่นเอง)

สังเกตว่า มีการสร้างสมมติซ้อนขึ้นมา 2 ชั้นแล้ว
ตั้งแต่ ราคา >> ขยับขึ้นมาเป็นแนวรับ แนวต้าน >> ขยับขึ้นมาเป็นราคาที่น่าสนใจ และราคาที่ไม่น่าสนใจ

และการกำหนดขึ้นมาชั้นที่ 3 ก็คือ มีการกำหนดลงไปอีกว่า สิ่งนี้คือ โครงสร้างของราคา (Price Structure)

คำว่า โครงสร้างของราคา หรือ Price structure นั้น เพราะว่าแนวรับแนวต้าน มีแทบจะตลอดเวลา หรือทุก Time Frame
เรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคา

จึงจัดว่า แนวรับแนวต้านเป็น โครงสร้างของราคา อุปมาเหมือนบ้าน มีโครงสร้างเป็น เสา เป็นคาน เป็นกำแพง เป็นอิฐ เป็นปูน
ก็คือ สิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบของบ้าน เรียกส่วนย่อยๆ ว่า โครงสร้าง

แนวรับต้าน จึงจัดเป็นโครงสร้างของราคาอย่างหนึ่ง
นั่นคือการสมมติซ้อนขึ้นมา 3 ชั้น

ตั้งแต่ ราคา >> ขยับขึ้นมาเป็นแนวรับ แนวต้าน >> ขยับขึ้นมาเป็นราคาที่น่าสนใจ และราคาที่ไม่น่าสนใจ
และจบที่ให้เป็นโครงสร้างของราคา

ทำให้ความเข้าใจของนักเทรดจึงเข้าใจว่าแนวรับแนวต้านมันมีอยู่จริงชัดขึ้นมาก เพราะเล่นสมมติกันซ้อนกันถึงสามชั้นเลย
ถึงขั้นมองเป็นสิ่งที่ต้องเด้งต้องดีด ต้องทุบแน่ๆ เรียกว่า ทำให้ลืมความเป็นจริงไปว่า

แนวรับแนวต้าน มันก็แค่ราคาหนึ่งๆ บนกราฟ แค่นั้นเอง
ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่านั้น

*แล้วอะไรหละที่ทำให้แนวรับต้าน หรือราคาหนึ่งกลับตัวได้ในอดีต และเมื่อราคามาชนแนวนั้นอีกครั้ง
มันก็หยุดอีกครั้ง หรือกลับตัวอีกครั้งกัน?

อันนี้ต้องแยกเป็น 2 ประเด็น คือ

  1. ราคาเคยกลับตัวในอดีต เกิดจากอะไร
  2. ราคาที่กลับมาชนราคานั้นอีกที กลับตัวอีกครั้งเกิดจากอะไร และถ้าไม่กลับตัวเกิดจากอะไรได้บ้าง

ราคาจะกลับตัว เกิดจากอะไร?
ในที่นี้ เราจะไม่กล่าวถึงข่าว ไม่กล่าวถึง Macro-Economic หรือเหตุผลให้ที่ทำให้กลับตัว

เราจะกล่าวถึงแค่กลไก ที่ทำให้ราคากลับตัวเท่านั้น

สมมติ ราคากำลังลง นั่นหมายถึง มีแรงขายในตลาดมากกว่าแรงซื้อ
และเมื่อราคาลงต่ำพอที่คนขาย คิดว่าไม่คุ้มที่จะขาย แรงขายจะลดลง
ร่วมกับ ราคาตรงนั้น มีความคุ้มที่จะเข้าซื้อ แรงซื้อจึงเริ่มกลับมา

และเมื่อ แรงขายพอๆ กับแรงซื้อ ราคาก็หยุดลง เริ่มนิ่ง
หากแรงซื้อมากกว่าแรงขาย ราคาก็กลับตัวขึ้น

ดังนั้นกลไกที่ทำให้ราคาหยุดนิ่งและกลับตัวขึ้นไป ก็คือ การเปลี่ยนความคิดของคนในตลาดนั่นเอง
คือ เริ่มเปลี่ยนจากฝั่งขายมาก เป็นฝั่งซื้อมาก มากขึ้นจนแรงซื้อเอาชนะแรงขายได้

สมมติที่ 2 กรณีสถานการณ์ที่ราคากำลังขึ้น นั่นหมายถึง มีแรงซื้อในตลาดมากกว่าแรงขาย
และเมื่อราคาสูงพอที่คนซื้อ คิดว่าไม่คุ้มที่จะซื้อ แรงซื้อจะลดลง
ร่วมกับราคาตรงนั้นคนที่มีสินค้า รู้สึกว่ามีความคุ้มที่จะขายสินค้า แรงขายจึงเริ่มกลับมา

และเมื่อ แรงซื้อพอๆ กับแรงขาย การขึ้นของราคาก็หยุดลง เริ่มนิ่ง
หากแรงขายมากกว่าแรงซื้อ ราคาก็ลง

ดังนั้นกลไกที่ทำให้ราคาที่กำลังขึ้นอยู่ หยุดนิ่งและกลับลงไปได้ ก็คือ การเปลี่ยนความคิดของคนในตลาดนั่นเอง
คือ เริ่มเปลี่ยนจากฝั่งซื้อ เป็นฝั่งขายมาก มากขึ้นจนแรงขายเอาชนะแรงซื้อได้


พอเราเข้าใจกลไกนี้
ก็มาดูว่า ราคาดังกล่าวที่เคยกลับตัวนั้น ทำไมเวลากราฟ หรือราคากลับมาอีกครั้ง ทำไมรอบถัดไปถึงนิ่ง ถึงกลับตัวได้อีกกัน

เพราะว่า รอบก่อนๆ มีสิ่งที่เรียกว่า ออเดอร์คงค้างอยู่นั่นเอง (Open Interest)

ท่านผู้อ่านต้องเข้าใจครับว่า ทุกราคาที่เราเทรดนั้นมีการจับคู่กันเสมอ นั่นคือ เมื่อมีผู้ซื้อก็จะมีผู้ขายทันที

นั่นแปลว่า ถ้าเริ่มจากจุดเดียวกัน เมื่อราคาเคลื่อนที่ไป ” ย่อมมีฝั่งหนึ่งได้กำไรและอีกฝั่งหนึ่งขาดทุนทันที “

เช่น ณ จุดหนึ่งของราคา ถ้าราคาตรงนั้นเป็นจุดกลับตัวจากลงเป็นขึ้น แปลว่าเราต้องรู้ทันทีว่า ณ ราคาตรงนั้น
คนที่ซื้อจะกำไร และคนที่ขายจะขาดทุน

และในทางตรงข้าม ถ้าราคาตรงนั้นเป็นจุดกลับตัวจากขึ้นเป็นลง แปลว่าเราต้องรู้ทันทีว่า ณ ราคาตรงนั้น
คนที่ขายจะกำไร และคนที่ซื้อจะขาดทุน

คนที่ขาดทุน และไม่ Cut Loss ไป จะคงสถานการณ์เทรดอยู่ จะเรียกว่าติดดอย หรือเหวก็ได้
ตรงนั้นเราจัดให้อยู่ในกลุ่มออเดอร์คงค้าง หรือ Open Interest

*ความสำคัญของออเดอร์คงค้างหรือพวกติดดอยติดเหวบอกอะไรเราได้?

ก่อนไปตรงนั้นขอลงรายละเอียดเรื่องออเดอร์ในการเทรดก่อนครับ

การเทรด 1 ออเดอร์ หรือที่เรียกว่า 1 ออเดอร์นั้น มีการเทรด ทั้งหมด 2 ครั้ง (2 Transection)
คือ มีการเทรดครั้งแรกเมื่อเปิดออเดอร์ และครั้งที่ 2 เมื่อปิดออเดอร์

ยกตัวอย่างในชีวิตประจำวัน เช่น เราซื้อน้ำอัดลมมากระป๋องละ 15 บาท (เราเทรดครั้งแรก)
ผลคือ เราได้น้ำอัดลมมาถือ (เสมือนถือออเดอร์อยู่)

ต่อมาเราขายน้ำอัดลมนี้ให้เพื่อนในราคา 18 บาท ก็คือการเทรดครั้งที่ 2 ก็คือการปิดออเดอร์นั่นเอง

ตรงนี้เป็นตัวอย่างการเทรดจนจบ1 ออเดอร์ที่มีการเทรดย่อย 2 ครั้ง

ขอสรุปว่า ถ้าเราเปิดคำสั่งซื้อ ตอนเปิดคำสั่งจะมีพฤติกรรมคือ ซื้อ แต่ตอนปิดคำสั่งจะมีพฤติกรรมคือ ขาย
เขียนเป็นศัพท์เทคนิคว่า
ตอนเปิด = Open Long
ตอนปิด = Close Long = Sell

กลับกัน ถ้าเราเปิดคำสั่งขาย ตอนเปิดจะมีพฤติกรรมคือ ขาย แต่ตอนปิดจะมีพฤติกรรมคือ ซื้อแทน
เขียนเป็นศัพท์เทคนิคว่า
ตอนเปิด = Open Short
ตอนปิด = Close Short = Buy
เขียนย่อๆ ว่า Long Sell Short Buy
โดย Long = คำสั่งซื้อสินค้า
Short = คำสั่งขายสินค้า
Buy = ซื้อสินค้า
Short = ขายสินค้า
ตรงนี้อาจจะยากไป อ่านแล้วงงๆ ในศัพท์ ผมจะแจ้งว่าที่งงหน่ะไม่แปลกครับ
ขอแค่เข้าใจว่า ตอนเปิด Buy เวลาปิด Buy คือ Sell กับตอนเปิด Sell แล้วตอนปิด Sell คือ Buy ก็พอ


กลับมาที่
*Open Interest หรือออเดอร์คงค้างมันบอกอะไรเรา?

ก็ออเดอร์ที่ขาดทุน นักลงทุนก็จะทนถือ และมีแนวโน้มที่จะปิดสถานะเมื่อกลับมากำไร หรือขายที่น้อยลงใช่มั้ยครับ

เช่น คนที่ติด Buy ก็พร้อมจะปิด Buy เมื่อราคากลับมาเท่าทุน หรือแม้ขาดทุนน้อยลงก็พร้อมปิด
ซึ่งนั่นหมายถึง คนที่ติด Buy พร้อมจะปิดออเดอร์ หรือว่าง่ายๆ คือ พร้อมที่จะ Sell ครับ (ปิด Buy คือ Sell จำได้มั้ย)

ดังนั้น ถ้า OI ฝั่ง Buy มีมาก หรือออเดอร์คงค้างฝั่ง Buy เยอะ จะเรียกว่า มีคนพร้อมที่จะ Sell ในอนาคตอีกเพียบ
กลับกัน ถ้า OI ฝั่ง Sell มีมาก ก็คือออเดอร์คงค้างฝั่ง Sell มีมาก จะเรียกว่า มีคนพร้อมที่จะ Buy นอนาคตอีกเพียบ

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เวลาราคากลับมายังที่ๆ เคยดอย เคยเหว ราคาจึงกลับตัวอีกครั้ง

เพราะออเดอร์คงค้างตรงนั้นมี และคนเหล่านั้นพร้อมจะปิดออเดอร์ ราคาจึงกลับตัว

อธิบายละเอียด

สมมติ ราคาเคยขึ้นไปทำ High แล้วลงมา แปลว่าราคาที่ High นั้นย่อมมี OI ของคน Buy ค้างอยู่
เวลาที่ราคาขึ้นมาอีกที คน Buy ที่ค้างอยู่ก็ตัดสินใจปิดออเดอร์ เลยทำให้เกิดแรงขายขึ้นมา ทำให้ราคาหยุด หรือกลับตัวได้

กลับกัน ราคาเคยขึ้นไปทำ low แล้วขึ้นไป แปลว่าราคาที่ low นั้นย่อมมี OI ของคน Sell ค้างอยู่
เวลาที่ราคาลงมาอีกที คน Sell ที่ค้างอยู่ก็ตัดสินใจปิดออเดอร์ เลยทำให้เกิดแรงซื้อกลับมา ทำให้ราคาหยุด หรือกลับตัวขึ้นได้

ซึ่งจุดที่เคยกลับตัวนั้น เราก็ไปตั้งชื่อว่าแนวรับ แนวต้าน และพอราคามันกลับมาอีกครั้ง ราคาก็เด้ง ก็ดีดอีก ด้วยกลไกนี้

คนที่เคยได้กำไรจากปรากฏการณ์นี้ ก็จะบอกว่าเเนวรับต้านใช้ได้จริง ซึ่งก็ไม่ผิดครับ


แล้วอะไรหละที่ทำให้แนวรับแนวต้านใช้ไม่ได้?

*คำว่าแนวรับแนวต้านใช้ไม่ได้นั้น ไม่มีอยู่จริง

เพราะจริงๆ แล้วแนวรับแนวต้านไม่ได้มีตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

มีแค่ราคาที่เคย วกกลับแล้วไปให้ชื่อเฉยๆ
แล้วไปคิดไปมโนกันเองว่า เมื่อราคากลับมาอีกครั้งจะ Buy จะ Sell มันจะดีด มันจะเด้ง มันจะทุบ
ซึ่งในบางครั้งมันก็ดีดเด้งจริง มันก็ทุบจริง ด้วยกลไกดังที่กล่าวจากการพูดถึง OI หรือออเดอร์คงค้างที่มีผลต่อแรงซื้อขาย

ซึ่ง

ถ้าออเดอร์คงค้างนั้นมีไม่มากพอ คือมีน้อย และน้อยกว่าแรงซื้อขายในตลาด ณ เวลานั้นๆ บางทีราคาดังกล่าวก็ไม่สามารถหยุดการเคลื่อนไหวได้

เช่น ราคาเคยทำ high และราคาลงมา มีคนติด Buy เป็นOI ค้างอยู่ พอราคาขึ้นมาอีกครั้ง คน Buy ก็พร้อมจะปิด Buy คือ Sell ลงมา

แต่ แรงซื้อจากตลาดนั้น ดันมากกว่าปริมาณขายที่มาจากคนที่ติด Buy ราคามันก็ขึ้นต่อได้ครับ

หรือกลับกัน ถ้าราคาเคยทำ Low เเละราคาขึ้นไป มีคนติด Sell เป็นOI ค้างอยู่ พอราคาลงมาอีกครั้ง
คน Sell ก็พร้อมจะปิด Sell คือ ซื้อกลับไป

แต่ แรงขายจากตลาดนั้น ดันมากกว่าปริมาณซื้อที่มาจากคนที่ติด Sell ราคามันก็ลงต่อได้ครับ

ดังนั้น เรื่องของ ความแข็งแรงราคานั้นๆ หรือใช้คำว่า จำนวนของ OI ณ ราคานั้นๆ มากพอหรือไม่
ก็จะช่วยทำนายว่า ราคาดังกล่าวสามารถหยุดกราฟได้ หรือเด้งได้หรือไม่

และเรื่องของความรุนแรงของกราฟ ณ เวลานั้น
มากพอที่จะเกินแรงต้านจากคนที่ติดดอยเหวแล้วรอปิดออเดอร์มั้ย
ถ้าแรงจากตลาดขณะนั้นมีมากพอ ราคาก็ไปต่อได้ ไม่หยุด ไม่ดีด ไม่เด้ง ไม่ทุบ

*ดังนั้น ปัจจัยมันจึงไม่ใช่แค่แนวรับแนวต้านที่เคยเห็นในอดีตครับ แต่มันมีเรื่องความแข็งแรงของแนวรับต้านด้วย (Strength of S/R)
รวมถึง ความรุนแรงของราคา ณ เวลานั้นๆ ด้วย (Momentum of price)

หากเราไม่รู้เรื่องนี้ เราเอาแค่จุด หรือช่วงที่ราคาเคยเด้ง เคยดีด เคยแช่ในอดีต แล้วตัดสินใจ Buy Sell กันง่ายๆ โอกาสที่จะผิดมันก็มีสูง
เพราะปัจจัยที่ต้องรู้มันมีมากกว่านั้น

ทั้งต้องไปศึกษาเรื่องออเดอร์คงค้างว่ามีขนาดไหน ทั้งต้องศึกษาเรื่องความแรงของราคาว่าวัดกันอย่างไร
เพื่อที่จะประเมินแนวรับแนวต้านนั้นๆ ว่า สามารถทนทานได้หรือไม่ จะเบรกหรือไม่

และนี่คือเรื่องพื้นฐานของแนวรับ แนวต้านที่ควรรู้ครับ ที่พอรู้แล้วเราจะได้เข้าใจมันมากขึ้นและสุดท้าย
แม้แค่แนวรับต้านธรรมดาก็สามารถทำกำไรได้อย่างเสมอ รู้หรือมีสัมผัสที่จะคาดเดาได้ก่อนว่า แนวรับแนวต้านนี้ น่าจะอยู่หรือไม่อยู่

วันนี้ขอจบไว้เท่านี้ก่อนครับ admin MT 7-11-2023

บทความนี้มีลิขสิทธิทางปัญญาห้ามมิให้ผู้ทำซ้ำเพื่อเผยแพร่
ทาง Admin จะทำการดำเนินคดีทางกฏหมายสูงสุด


#แนวรับ #แนวต้าน #แนวรับแนวต้าน #Support #Resistance #PriceStructure #TimeFrame #ราคา #OpenInterest #Transection #TMGM #แข่งเทรด #TradingContest #TradingCompetition #การเทรด #Trading #Trader #Proptrade #Prop #Trade #Thefundtrade #FTMO #Xstreamprofit

Share This Article