การกำหนดจุด TP และ SL ถ้าสามารถทำได้มีประสิทธิภาพจริงสามารถทำกำไรได้
“ตั้งTP แล้ว ทำไมราคาไปไม่ถึง ลงมาชน SL ก่อนตลอดเลย”
“ตั้ง SL แล้วราคามาโดนตลอด หลังจากนั้นราคากลับตัวไปถูกทางทีหลัง รู้งี้ไม่ตั้งดีกว่า”
เทรด RRR ตั้ง สัดส่วนเยอะๆ ขาดทุนน้อยๆ กำไรมากๆ น่าจะดี แต่ทำจริง พอร์ทมีแต่ขาดทุน
คำถาม หรือความคิดเหล่านี้ ถ้าท่านเทรดมาพักหนึ่ง ก็น่าจะศึกษาวิธีการเทรดโดยกำหนดจุดตัดขาดทุน หรือ Stop Loss (SL) และกำหนดจุดทำกำไร หรือ Take Profit (TP) มาบ้างรวมถึงบางท่านใช้สิ่งที่เรียกว่า สัดส่วนกำไรต่อขาดทุน หรือ Risk Reward Ratio (RRR) มาช่วยในการวางแผนการเทรด
ถึงกระนั้น การเทรดจริงก็ไม่ได้ง่ายเหมือนกับที่คิด ตั้ง TP ราคาก็ไม่ถึง หดกลับก่อน
ตั้ง SL ราคาก็โดนตลอด จนหัวร้อน
ฝึก RRR ก็โดนแต่ SL ไม่โดน TP เลย
ปัญหามันอยู่ตรงไหนกันแน่? มีอะไรที่เรายังไม่รู้หรือ ยังรู้ไม่พอกัน
ในบทความนี้ จะกล่าวถึงพื้นฐาน ที่มาของแนวคิดเรื่องการตัดขาดทุน หรือ SL เป็นหลัก โดยใช้แนวคิดที่ว่าถ้าเราตั้ง SL อย่างมีประสิทธิภาพแล้วล่ะก็ เราก็สามารถทำกำไรอย่างสม่ำเสมอได้จริง
เราจะตั้ง SL อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไรนั้น ในบทความนี้อาจจะมีคำตอบที่หลายคนยังไม่ทราบ หรือทราบแล้ว แต่เข้าใจไม่สุดครับ
ท่านสามารถศึกษาเพื่อนำแนวคิดนี้ไปต่อยอดในการเทรดได้ในระดับที่สูงขึ้นไปครับ
สวัสดีครับ พบกับ admin MT เจ้าเก่า วันนี้คือวันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2566 วันนี้มีหัวข้อการเทรดที่น่าสนใจที่จะมาพูดคุยกัน คือ
“การวาง SL ที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้เราทำกำไรจากมันอย่างเสม่ำเสมอได้”
ตามที่กล่าวถึงข้างบน เราจะพูดถึงพื้นฐานของการตั้ง SL กันเลย จนถึงแนวคิดการตั้งอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ
ประสิทธิภาพของ SL นั้น กำหนดชะตาชีวิตของพอร์ทการลงทุนของพวกเราเทรดเดอร์ครับ
ถ้าตั้งดี ก็โดนยาก โดนเมื่อผิดทางจริงๆ
ถ้าไม่ตั้งเลย ก็โดนลากล้างพอร์ตแตกได้
ดังนั้น องค์ความรู้ตรงนี้จึงสำคัญ เพราะถ้าท่านไม่เข้าใจเรื่องนี้
ท่านจะมอง SL เป็นแค่การตัดขาดทุนไปตามตัวเลข หรือมอง SL เป็นเงินที่ต้องเสีย เป็นความปลอดภัย
แต่พอทำจริง ไม่เคยปลอดภัย เพราะSL ดันกลายเป็นตัวที่ทำให้พอร์ทท่านเสียหาย จนกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ที่ผิดปรกติแล้ว over จนล้างได้
แต่ขอบอกก่อนเลยครับว่า แม้แต่ระบบเทรดอย่าง close system
ถ้ามีการใช้ SL ด้วย ก็สามารถทำให้ระบบดังกล่าวปลอดภัยขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้นได้
ดังนั้น เราจะ SL อย่างไรดี ให้มีประสิทธิภาพกัน?
มาเริ่มกันเลยดีกว่า
🌍สนับสนุนโดยโบรกเกอร์ TMGM
โบรกเกอร์ชั้นนำระดับโลก สัญชาติออสเตรเลีย
เปิดบัญชีรับรีเบททองเทรดเอง 10$ พร้อมแข่งเทรดชิงเงินรางวัลมากมาย คลิก :
ทักแชทติดต่อทีมงาน TMGM & XP ได้ที่ คลิก
✅อยู่ภายใต้การกำกับดูแล VFSC, ASIC และ FMA
✅ฝากได้รวดเร็วถอนได้ภายใน 1 วัน
✅ให้ค่าสเปรด ต่ำสุด
✅จะเทรดรูปแบบไหน เรามีเครื่องมือเทรดให้พร้อม
✅เปิดบัญชีรับเครดิตโบนัส 30 %
✅มีการสนับสนุนลูกค้าหลากหลายภาษาตลอด 24/7
*การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน
ท้าวความเรื่องการเทรดในสมัยก่อนกันก่อนครับ
การเทรดหรือการซื้อขายกันนั้น พื้นฐานมันคือ การแลกเปลี่ยนสินค้า
คือ การแลกสิ่งของกัน เช่น แลกไก่กับหมู แลกผักกับไก่
สมมติว่า ถ้าเราเลี้ยงไก่ แล้วอยากได้หมู ก็เอาไก่ไปแลกกับคนที่เลี้ยงหมู ถ้าคนเลี้ยงหมูพอใจกับจำนวนไก่ที่เราไปแลก
การแลกเปลี่ยนก็สำเร็จ
ต่อมาระบบเงินตราได้เข้ามา คือ มีสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน หรือมีการนำ”อะไรสักอย่าง” มาเป็นสิ่งที่มีมูลค่ากลาง เพื่อแลกเปลี่ยน
โดยคนเริ่มให้ค่ามาว่า สิ่งนี้ราคาเท่านี้ สิ่งนั้นราคาเท่านั้น
สมมติเช่น หมู 1 กิโลกรัมราคา 200 บาท
ไก่ 1 กิโลกรัมราคา 70 บาท
ถ้าเรามีไก่ แปลว่า เราต้องใช้ไก่ราวๆ 3 กิโล เพื่อแลกกับหมู 1 กิโล
หรือไม่ก็ต้องไปขายไก่3 กิโลก่อน แล้วถือเงินสดไว้ค่อยนำเงิน 200 บาทมาแลกกับหมู 1 กิโลกรัม
และนั่นคือ พื้นฐานของพื้นฐานในการเทรดครับ มันคือการแลกเปลี่ยนสินค้ากัน เริ่มจากสินค้าแลกสินค้า มาเป็นเงินตราแลกสินค้า
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการวาง SL กัน?
เพราะการวาง SLมันคือ ช่องทางหนึ่งของการซื้อขายครับ มันคือการปิดขาดทุนก็จริง
แต่กระบวนการของมัน ก็คือ หนึ่งใน “ช่องทางการซื้อขาย” เช่นเดียวกัน
ดังนั้น เราจึงต้องมอง SL เป็นการซื้อขายครับ แต่เป็นการซื้อขายที่ เมื่อเทียบกับมูลค่าตอนที่ได้สินค้ามาแล้ว การซื้อขายนั้นทำให้ผู้เทรดเสียมูลค่า หรือที่เรียกว่า ทำให้ผู้เทรดขาดทุน
แล้วทำไมเราต้องยอมขาดทุนด้วยหละ??
ในการซื้อขายสินค้า พวกเราเทรดเดอร์ย่อมต้องการกำไร
ทำไมเราต้องยอมขาดทุนด้วยกัน?
กลับไปที่การเทรดในสมัยก่อน
สมมติเราซื้อหมูมาขาย 10 กิโลกรัม ตกกิโลกรัมละ 200 บาท แล้วขายในราคา กิโลกรัมละ 250 บาท
นั่นคือ ถ้าขายหมดเราจะได้กำไร 50 บาทต่อกิโลกรัม
สมมติเหตุการณ์ว่า ทั้งวันเราขายออกได้แค่ 3 กิโล แล้วเหลือราคาแผงละ 7 กิโลกรัม ตอนนี้ก็เย็นแล้ว ถ้าทิ้งไว้ก็ไม่มีตู้เย็น พรุ่งนี้ก็เน่าแล้ว
จึงตัดสินใจลดราคาพิเศษ เพื่อให้ขายออก เหลือหมูราคา 150 บาทต่ออกิโลกรัม เพื่อให้ขายออกได้ไวๆ
เพราะถ้าขายออกไปแล้ว พ่อค้าหมูจะได้เป็นเงินกลับมาหมุน
แต่ถ้าขายไม่ได้ ยอมขายราคาเดิม พ่อค้าหมูมีโอกาสเสียหมูไปฟรีๆ ทั้ง 7 กิโล เพราะหมูจะเน่า
และนี่ ก็คือการ Cus Loss คือ เพราะสินค้าจะหมดอายุ และต้องการได้เงินมาหมุน จึงตัดสินใจขายราคาต่ำกว่าทุน ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสมครับ
คำถามคือ การตัดสินใจที่จะ Cut Loss ของเรานั้น ตัดสินใจแบบนี้หรือไม่ เคยคิดแบบนี้หรือไม่?
ถ้าเป็นสินค้าที่ไม่เน่า ไม่เสีย หรือเสียยากหละ เราจำเป็นต้องมาขายขาดทุนแบบนี้หรือไม่?
คำตอบก็ง่ายครับ ถ้าสินค้าไม่เน่าไม่เสีย เราก็ไม่จำเป็นต้องขายขาดทุน เราก็เก็บมาขายพรุ่งนี้ หรือวันอื่นๆ ได้
อีกทางหนึ่งที่เราจะขายขาดทุนคือ ยอมขายเพื่อกลับมาถือเงินสด
หรือบางทีเรียกว่า ขายเอาทุนคืน หรือขาดทุนนิดๆ เพื่อถือเงินสด
บางทีเรียกเซ้งร้าน หรือขายสินค้าหลุดสต๊อก หรืออะไรก็ว่าไป เพื่อถือเงินสด
นั่นก็คือ การ Cut Loss เช่นกัน
คำถามคือ การลงทุนของเรานั้น มีการ Cut Loss คอนเสิร์ตบบนี้หรือไม่?
พบว่า การลงทุนของเรานั้น แทบไม่เคยเลยที่จะคิดในมุมนี้ เพราะมองในเรื่องของเทคนิคคอลซะส่วนมาก คือ ตั้ง SL หรือ Cut Lossตามตัวเลขว่ากี่จุดๆ อะไรแบบนั้นไป
จึงกลับมาที่คำถามแรกว่า ทำไมเราต้อง Cut Loss ด้วยหละ?
สินค้าที่เราเทรดก็ไม่เน่า ไม่เสียนี่นา ไม่เห็นต้องรีบขายออกไปเลย
เงินก็ไม่ได้รีบที่จะใช้ ก็ใช้เงินเย็นมาลงทุนดันใช่มั้ยหละครับ ก็ไม่จำเป็นต้องขายขาดทุนเพื่อกลับมาถือเงิน
ทำไมต้อง Cut Loss ?
ขอบอกไว้ว่าคำถามนี้ ผมถามเพื่อให้ท่านทั้งหลายฉุกคิดครับ
ว่าอะไรเป็นเหตุให้เรา Cut Loss กัน ไม่ได้ถามเพื่อให้ท่านเลิกใช้การ Cut Loss หรือเลิกใช้ SL นะครับ
ที่เราต้อง Cut Loss นั้น เพราะว่าพวกเราเทรดไม่เต็มจำนวนของมูลค่าสินค้า หรือที่เราเรียกว่า เราเทรดแบบใช้การวางเงินประกันหรือ Margin เราจึงไม่ได้มีสิทธิ์ในตัวสินค้าอย่างแท้จริง
เพราะถ้าเราขาดทุนมากกว่า เงินที่เรามี ที่เราวางประกันไว้ เราก็จะโดนบังคับขายสินค้า หรือที่เรียกว่าล้างพอร์ทนั้นเอง
กล่าวโดยง่ายๆ สมมติเราจะซื้อน้ำอัดลมราคากระป๋องละ 20 บาท
ตามปรกติเราต้องมีเงินในตัว 20 บาท (เท่าราคาสินค้า) เราถึงจะซื้อน้ำอัดลมได้
แต่ทางร้านเขียนสัญญาซื้อขายให้
โดยบอกว่า ให้เราวางเงินประกันก่อนได้แค่ 5 บาทพอ
ทางร้านก็เขียนใบสัญญาซื้อขายล่วงหน้าให้ แล้วพรุ่งนี้ก็เอาเงินมาจ่ายให้ครบ 20 บาทแล้วรับน้ำอัดลมไป
โดยปรกติวันพรุ่งนี้ เราก็ต้องเตรียมเงินมาจ่ายให้ครบ 20บาทแล้วรับน้ำอัดลมไป
แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราเอาใบสัญญานั้นไปขายต่อ (เหมือนซื้อบัตรคอนเสิร์ตแล้วเอามาขายต่อ)
สมมติราคาน้ำอัดลมขึ้นมาเป็น 30 บาท ถ้าเราขายสัญญานั้นด้วยราคา 10 บาท แล้วให้คนที่ซื้อสัญญาเอาไปขึ้นเงินต่อเอง
แปลว่า กำไรของเราคือ ค่าสัญญาที่ขายได้ หักออกด้วยวางประกัน
คือ 10บาท ลบด้วย 5 บาท
นั่นคือ กำไร 5 บาท
จะเห็นว่า ด้วยกระบวนการนี้ เราไม่จำเป็นต้องถือ ต้องเอาน้ำอัดลมมาเก็บไว้เลย เพียงแค่เราวางเงินประกัน ถือใบสัญญา และซื้อขายสัญญาแทน
แทนที่เราต้องมี 20 บาทจริงๆ กลายเป็น มีแค่ 5 บาทพอ
ทำให้เกิดการซื้อขายแบบที่ลักไก่ หรือ การซื้อขายที่ฉาบฉวยขึ้น (Scalping) เพราะคนเหล่านั้นรู้แล้วว่าแค่วางเงิน 5 บาทก็พอ ไม่ต้องมี ถึง20 บาทก็ซื้อใน size 20 บาทได้
จึงเตรียมเงินแค่ 5 บาทมาเพื่อการซื้อขายนี้
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการ Cut Loss ?
ก็เพราะว่า
การทำสัญญาซื้อขายแบบนี้ นอกจากที่เราใช้เงินจำนวนน้อยมาวางล่วงหน้าก่อน
ยังมีกฎอีกข้อคือ การบังคับขายสัญญา (Liquidation)
การบังคับขายสัญญา เป็นการทำให้ ผู้ที่ได้สัญญาไปถูกบังคับขายคอนเสิร์ตที่ขาดทุน
เพราะวางเงินประกันไว้ไม่พอ
อาทิเช่น เราวางเงิน 5 บาท เพื่อซื้อน้ำอัดลม 20 บาท
แต่ถ้าราคาน้ำอัดลมลดลงต่ำกว่า 15 บาท
เราจะถูกบังคับขาย ทำให้เราถือตั๋วสัญญาต่อไม่ได้
สมมติว่า ราคาลงมาที่ 13 บาท แล้วกลับไปที่ 25 บาท
แต่เหตุการณ์นี้เกิดหลังจากที่เราโดนบังคับขายแล้ว แทนที่เราจะได้กำไร เราก็ขาดทุนไปก่อนแล้ว
ที่ยกตัวอย่างนี้มา เพื่อจะกล่าวว่า
ในการเทรดของเรานั้น มีการบังคับขายอยู่
ถ้าเราวางเงินน้อย หรือมีเงินในพอร์ตการลงทุนน้อยกว่ามูลค่าจริงของสินค้า เราก็มีสิทธิ์ที่จะโดนบังคับขายได้ทุกเมื่อ (ในวงการเรียกล้างพอต)
ดังนั้น เราจึงต้องใช้ การ Cut Loss หรือมีจุด SL เพื่อที่จะหยุดขาดทุนก่อนที่จะถึงจุดบังคับขายนั่นเอง
🌍สนับสนุนโดยโบรกเกอร์ TMGM
โบรกเกอร์ชั้นนำระดับโลก สัญชาติออสเตรเลีย
เปิดบัญชีรับรีเบททองเทรดเอง 10$ พร้อมแข่งเทรดชิงเงินรางวัลมากมาย คลิก :
ทักแชทติดต่อทีมงาน TMGM & XP ได้ที่ คลิก
✅อยู่ภายใต้การกำกับดูแล VFSC, ASIC และ FMA
✅ฝากได้รวดเร็วถอนได้ภายใน 1 วัน
✅ให้ค่าสเปรด ต่ำสุด
✅จะเทรดรูปแบบไหน เรามีเครื่องมือเทรดให้พร้อม
✅เปิดบัญชีรับเครดิตโบนัส 30 %
✅มีการสนับสนุนลูกค้าหลากหลายภาษาตลอด 24/7
*การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน
ในทางตรงข้าม ถ้าเรามีเงินในพอร์ท มากกว่ามูลค่าสินค้า เราก็ไม่จำเป็นต้อง Cut Loss
เพราะสินค้ามันไม่มีเน่า ไม่เสีย และเราไม่รีบใช้เงิน เราจะ Cut Loss ไปทำไม?
ด้วยเหตุนี้ เหตุผลที่เราต้อง Cut Loss เพราะว่าเราเทรดแบบ Over นั่นเอง
Over กว่ามูลค่าเงินที่เรามี หรือพูดอีกมุมหนึ่งก็คือ เราเทรดแบบใช้การวางเงินนั่นแหละ จึงสามารถโดนบังคับขายได้
และถ้ายิ่ง Over มากเท่าไหร่ ยิ่งโดนบังคับขายได้ไว
การ Cut Loss สำคัญ เพราะทำให้เรายังเหลือทุนที่จะเทรดต่อได้ ไม่หมดในครั้งเดียว หรือบางท่านแบ่งเงินทุนไว้นอกพอร์ทแล้วค่อยฝากเข้าไปใหม่หากล้างพอร์ทก็ทำได้เช่นกัน
แต่วิธีนี้ต้องระวังครับ หากทำบ่อย เวลาที่เราล้างพอร์ท สังเกตว่าจะมีการล้างพอร์ทที่ติดลบในบางครั้ง ซึ่งเป็นส่วนที่โบรคเกอร์จะแบกรับความเสียหายตรงนี้แทนท่าน
ถ้าการติดลบนั้นสะสมเยอะเข้า มีโอกาสที่โบรคเกอร์จะเอาคืนนะครับ ต้องระวัง
ในทางตรงข้าม ถ้าเรามีเงินทุนในพอร์ตอย่างน้อยเท่ากับมูลค่าสินค้า เราก็ไม่จำเป็นต้อง Cut Loss เพราะเหตุผลของการกลัวล้างพอร์ตครับ
***แต่ถึงกระนั้น การ Cut Loss ก็ยังจำเป็นอยู่
เราได้อธิบายเรื่องการ Cut Loss ตั้งแต่พื้นฐานของพื้นฐานจนถึงตรงนี้ ก็เพื่อปูแนวคิดให้ท่านผู้อ่านเข้าใจอย่างแท้จริงก่อนที่จะใช้การ Cut Loss หรือSL ว่าจริงๆ นั้นเราควร Cut Loss ด้วยเหตุผลอะไรกันแน่ หรือไม่ควร Cut Loss อะไรคือความจำเป็นของการ Cut Loss ไม่ใช่สักแต่ว่า Cut Loss สักแต่ว่าตั้งๆ ไปให้มันมี
ถ้าแบบนั้นโอกาสที่จะเกิด
“การ Cut Loss ที่ไม่จำเป็น” ขึ้นได้
ทำให้พอร์ทการลงทุนขาดทุนโดยไม่จำเป็น สุดท้ายท่านๆ หลายๆ คนก็ไม่ชอบ Cut Loss อาจจะหันหลังให้วิธีนี้ และเลือกใช้วิธีที่ไม่มีการ Cut Loss แทน
การ Cut Loss ไม่ได้ผิด แต่การ Cut Loss ที่ไม่มีประสิทธิภาพต่างหากที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ควรศึกษาเพื่อให้การ Cut Loss ของเรามีประสิทธิภาพ มากกว่าเลือกไปใช้วิธีการที่ไม่ Cut Loss
ถ้าอย่างนั้น เราจะ Cut Loss อย่างไรให้มีประสิทธิภาพกันหละ?
คำว่าประสิทธิภาพนั้น หรือ Efficiency คือ คำที่แสดงถึง กระบวนการ แนวคิด หรือวิธีใดๆ ที่บริหารสิ่งหนึ่งๆ ให้ได้ผลสำเร็จ
ประสิทธิภาพดี จึงหมายถึง วิธีการ แนวคิด กระบวนการที่บริหารสิ่งหนึ่งๆ ให้ได้ผลดี
การ Cut Loss ที่มีประสิทธิภาพ จึงหมายถึง วิธี แนวคิด หรือกระบวนการใดๆ ที่บริหารการกำหนดจุด Cut Loss ที่ดี
ดังนั้น จุด Cut Loss ที่ดี นั่นหละ คือ จุด Cut Loss ที่มีประสิทธิภาพ
จุด Cut Loss ที่ดีนั้น คำว่าดี คือ ถ้อยคำสมมติขึ้นมา ขึ้นกับว่าให้ค่าว่า “ดี” คืออะไร
ถ้าในตัวอย่างข้างบน พ่อค้าขายหมู ที่เนื้อหมูเน่าได้ การขายราคา
ถูกเพราะพรุ่งนี้จะเน่า ก็นับเป็นเรื่องที่ดี การ Cut Loss แบบนี้จึงเป็นการ Cut Loss ที่เหมาะสม
ถ้าเปิดร้านขายเสื้อผ้า แล้วจะเซ้งร้านไปทำอย่างอื่น การขายถูกเพื่อกำเงินสดให้พร้อมไปลงทุนอื่น ก็นับเป็นเรื่องที่ดี ดีกว่าเก็บของไว้เฉยๆ ก็นับเป็นการ Cut Loss เหมาะสม
ในการเทรด Future ที่เราเทรดนั้น ถ้าไม่ได้วางเงินเต็มมูลค่า การ Cut Loss ก็เหมาะสมแล้ว
แต่ถ้าวางเงินเต็ม หรือมากกว่า ก็ไม่จำเป็นต้อง Cut Loss
สังเกตได้ว่า การ Cut Loss ที่เหมาะสมนั้น ขึ้นกับ “เหตุผลของการ Cut Loss ” ทั้งสิ้น ว่าเราให้ค่าว่าอะไรดี อะไรเหมาะสม
ดังนั้น ประเด็นมันจึงไปตกอยู่ที่
“การหาเหตุผลของการ Cut Loss ” ครับ
หรือตรรกะของการ Cut Loss นั่นเอง
ซึ่งในการเทรด Future นั้น หากเราวางเงินไม่เต็มจำนวน เราต้องมีจุดคัตนั่นเหมาะสมแล้ว แต่คำถามคือ เราจะคัตตรงไหน?
ตรรกะการ Cut Loss นั้น คือ การยอมรับความผิดพลาดและกลับไปเริ่มใหม่
แม้พ่อค้าขายหมูที่ขายแบบขาดทุน เขาก็ต้องกำหนดราคาที่ขาย ที่ยอมรับได้
ดังนั้น ราคาที่ยอมขายขาดทุนจึงสำคัญ ซึ่งในทางการเทรด เราเรียกว่า จุดคัตขาดทุน
หลักการกำหนดจุดตัดขาดทุน ขึ้นกับว่าให้เหตุผลว่าอะไร
โดยเหตุผลแรกที่ผมแนะนำคือ การกำหนดว่าจุดผิดของการเทรดเราคืออะไร ก็กำหนดตรงนั้นเป็นจุด Cut Loss
เช่น ถ้าเราเข้าเทรดด้วยตรรกะว่า ราคาจะเป็น ”เทรนขึ้น” จุด Cut Loss ก็คือ จุดที่ราคาเริ่มเป็น ”เทรนลง”
การศึกษาของเราจึงพุ่งเป้าไปที่การแยกเทรนว่าแบบไหนเรียกเทรนขึ้น แบบไหนเรียกเทรนลง รู้ได้อย่างไร จากอะไร
ยกตัวอย่าง 1 ตัวอย่างสำหรับกรณีนี้
สมมติเราเข้าเทรดด้วย Set Up เป็นเทรนขึ้น ก็ต้องคาดการล่วงหน้าว่า ราคาจะวิ่งอย่างไรถึงเป็นเทรนลงได้ เช่น ต้องเบรคเทรนไลน์ ต้องเบรคแนวรับสำคัญ
ดังนั้น จุด Cut Loss ที่เหมาะสมก็ควรเป็นใต้เทรนไลน์ หรือแนวรับ เป็นต้น
เพราะถ้าราคาเบรคสิ่งเหล่านี้ ก็มีโอกาสที่จะเกิดเทรนลงได้
กรณีตัวอย่างที่ 2 สมมติเราเข้าด้วย set up ว่า เราจะเทรด” การเบรคลงหลอก” หรือ Bear trap เราก็เข้าซื้อ เมื่อราคาเบรคแนวรับ
เราก็ต้องคาดการล่วงหน้าว่า ถ้าราคา ”เบรคลงจริง” ควรจะวิ่งอย่างไร
เช่น เริ่มมีพฤติกรรมตาม Dow theory คือ เริ่มมี swing high ที่ต่ำลง หรือราคาเบรคแนวรับถัดไปได้ เพราะถ้ามันเบรคลงหลอก ไม่ควรจะลงนาน
เราก็ควรจะวางจุด Cut Loss ที่ใต้ swing low หรือใต้แนวรับถัดไป
สังเกตว่า ผมจะไม่พูดถึงจำนวนจุดที่วางSL เลย ว่าต้อง 100 จุด หรือ 200 หรือเท่าไหร่ก็ตาม
เพราะมันไม่สามารถบอกได้ชัดครับ เพราะจุดผิดของแต่ละเทคนิค แต่ละแนวคิดไม่เหมือนกัน จึงไม่สามารถกำหนดไปได้ชัดๆ ว่า กี่จุดๆ
** ต้องอ่านเป็นครั้งๆ ไป **
เพราะการกำหนดจุด Cut Loss ด้วยจำนวนจุด เป็นการกำหนดขึ้นมาลอยๆ ไม่อิงความเป็นจริง
อาทิเช่น เราเข้าซื้อที่ราคาหนึ่ง กำหนดจุด SL ที่ 300 จุด
แต่ไม่อ้างอิงโครงสร้างราคา ไม่อ้างอิงแนวรับแนวต้าน โอกาสที่ราคาจะมาโดนก็สูง เพราะไม่มีโครงสร้างที่จะหยุดราคาได้
สมมติมีแนวรับที่ 500 จุด
สมมติเราตั้งที่ 700 จุด แปลว่า ถ้าราคาจะชน SL ได้ นั่นหมายถึง
“ราคาต้องเบรคแนวรับได้” ถึงจะมาชนได้
เทียบกับการตั้งลอยๆ ไม่อิงโครงสร้างราคา โอกาส Cut Loss สูงกว่ามาก
และเป็นการ Cut Loss ที่ไม่จำเป็นเลย
ดังนั้น ด้วยเหตุนี้ การ Cut Loss ที่จำเป็น คือ ต้องเป็นการ Cut Loss ที่ผิดจริงๆ หรือ Cut Loss ได้ยากถ้าเราคิดถูก
กลับกัน การวางจุดทำกำไรก็เช่นกัน ถ้าเรากำหนดจุด TP ลอยๆ ไม่อิงโครงสร้างราคา ไม่อิงแนวรับแนวต้าน
สมมติ กำหนดที่ 800 จุด แต่มีแนวต้านที่ 500 จุด
แปลว่าถ้าราคาจะ TP ได้ ราคาต้องเบรคแนวต้านด้วย
นั่นคือ เราต้องทายถึงสองครั้ง คือ ทั้งทิศทางถูก และต้องทายว่าเบรคด้วย
โอกาสที่จะไม่ถึง TP แล้วราคาหดกลับมาก่อนก็มีสูง
มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จำทำกำไรได้อย่างเสม่ำเสมอเลย ถ้าเรายังกำหนดจุด TP SL แบบส่งๆ โดยไม่สนใจโครงสร้างราคา
และยิ่งเราเทรดแบบ Risk reward ratio ที่กำหนดความเสี่ยงต่อการเทรด
เราฟังมาว่า ต้องเทรดให้ได้ RRR สูงถึงจะดี จึงวาง SL แคบ และ TP กว้าง เพื่อที่จะทำให้ RRR มันสูง
เช่น กำหนด TP 800 จุด SL 400 จุด
คิดเป็น ขาดทุน : กำไร คือ
400 : 800
หรือสัดส่วน 1 :2
ก็อ่าน ก็ฟังแล้วดูดี แพ้เสีย 1 ชนะได้ 2
แต่การกำหนดแบบนั้น ในความจริงคือ ทำแล้วไม่มีประสิทธิภาพเลย
เพราะถ้าจุด Tp อยู่เหนือแนวต้าน มันก็จะไม่ไปถึง ถ้าจุดSL อยู่เหนือแนวรับ มันก็จะโดนก่อน
สิ่งที่ควรทำคือ
เรากำหนดจุดเข้าก่อน (แต่ยังไม่เข้า)
->
มองหาจุด Cut Loss ที่เหมาะสม โดยอิงแนวรับต้าน
->
มองหาจุดเก็บกำไรที่เหมาะสมก่อนโดยอิงแนวรับต้าน
->
คำนวณจำนวนจุดเทียบกัน ถ้าเราเห็นว่าคุ้มค่อยกด
สามารถเขียนเป็นchart ได้ว่า
กำหนดSL -> กำหนดTP -> คำนวณ RRR -> ค่อยเข้า
ไม่ใช่
เข้าก่อน -> คำนวณ RRR -> วาง SL -> วาง TP
และนั่น คือ การใช้ Stop loss พื้นฐานครับ ถ้าเข้าใจสิ่งนี้ การใช้SL หรือ Cut Loss ของท่านจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นแน่ๆ ท่านจะโดนยากขึ้น
จะเข้าใจการใช้ RRR ที่เหมาะสม ว่าต้องอิงโครงสร้างราคาด้วย
ขอจบไว้เท่านี้ครับ
Admin MT 27-11-2023
บทความนี้มีลิขสิทธิทางปัญญาห้ามมิให้ผู้ทำซ้ำเพื่อเผยแพร่
